เจ้าชายนิทรา กรณีศึกษา
posted on 07 Jul 2007 15:11 by tarostory in Work
จากกรณี โวยรพ. จ่ายยาผิด เป็นเจ้าชายนิทรา ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า "ใครกันแน่ที่ผิด" (ทั้งๆที่รพ.ออกมาฟันธงเลยว่าขอยกความผิดนี้ให้เำภสัชกรและสภาวะของตัวผู้ป่วยเองที่เป็นสาเหตุ และประกาศอย่างแข็งกร้าวเลยว่า ไม่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของทีมแพทย์ โหยตัดช่องน้อยแต่พอตัวจริงๆ)
แต่จากเหตุการณ์นี้ทำให้กระแสสังคมตื่นตัวเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลมากยิ่งขึ้น เกิดความไม่ไว้วางใจกับการรักษาพยาบาล ตามกระทู้ต่างๆก็มีการวิพากษ์วิจาร์ณถึงเรื่องนี้มากมาย มีทั้งการด่ากัน ปกป้องกัน โยนความผิดให้กัน อ่านแล้วรู้สึกว่า น่าสนุกดี ก่อนหน้านี้ถ้าไม่มีเรื่องอะไรคนก็ไม่ค่อยจะมาสนใจวงการแพทย์อย่างพวกเราๆกันหรอก คนมักคิดว่าคนสายนี้จะสบาย บอกได้เลยไม่ว่าจะทำงานเป็นอะไรก็ไม่มีคำว่าสบายหรอก ความรับผิดชอบของคนสายการแพทย์คือชีวิตคน เหนื่อยนะ กับการทำงานที่ต้องระวัง ระวังว่าต้องมีแต่คำว่าถูกเท่านั้น ไม่งั้นคนหนึ่งคนจะเสียชีวิต ญาติจะเสียใจ และัยังมีผลกระทบกับชีวิตการทำงานของเราอย่างแน่นอน (อนาคตดับวูบ !!!!) ไม่ได้คิดที่จะเขียนเพื่อให้คนอื่นออกมาด่าว่า คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่อยากบอกว่าเราก็เหนื่อยนะก็แค่นั้น
แต่เหมือนว่าที่โรงพยาบาลเรา ผู้ป่วยบางท่าน ที่เป็นคุณลุงคุณป้าที่เป็นผู้ป่วยคลินิกเบาหวานยังไม่ทราบข่าวนี้กระมัง เมื่อวันที่เป็นคลินิกนี้เราต้องจ่ายยาตอนเที่ยงพอดี เป็นช่วงเวลาที่ท่านเหล่านั้นเริ่มอารมณ์เสียเป็นที่สุด เราเข้าใจว่าการมาโรงพยาบาลแต่เช้าเพื่อเจาะเลือด รอฟังผล และพบหมอเพียง 5 นาที และต้องมารอรับยาที่ไม่เกินครึ่งชั่วโมง(แน่ๆๆๆๆๆ) แต่เผอิญมันเป็นเวลาเที่ยงนี่ซิ อารมณ์พวกท่านจะเสียสุดๆๆๆๆ เราเข้าใจ แต่ก่อนหน้านี้เภสัชกรคนอื่นที่รับจ่ายยาช่วงเช้าทำงานแบบว่าไม่ได้หยุดเลยนะ ก็สงสัยว่าำไม่เห็นใจกันบ้างรึไง เราจ่ายยามาเป็นร้อยๆคน แต่ท่านก็จะให้ถึงท่านในทันทีทันใดแล้วคนที่มาก่อนล่ะ (จะให้เราทำยังไง)
อ่อ ระหว่างจ่ายยาอยู่นั้น ลุงคนหนึ่งมาโวยวายว่า เมื่อไรจะได้ซักที คนที่มาทีหลังได้ยาแล้วนะ ซึ่งอันที่จริงอีก 3 คิวเท่านั้นจะถึงคุณลุงแล้ว ปรากฏว่ายาของคุณลุงนั้นตะกร้าใหญ่มาก ยาแต่ละชนิด ร้อยกว่าเม็ดขึ้นไปทั้งนั้น และมียาประมาณ 8 ชนิดด้วยกัน และก็มียาที่ต้องนับเม็ด(แยกบรรจุจากกระปุกละ 1000เม็ด) คือว่าต้องนับน่ะคะ ถ้าไม่ระวัง ก็เกิดเหตุการณ์จัดยาผิด จ่ายยาผิด ขึ้นมาอีกละเป็นข่าวหน้าหนึ่งแน่ ก็คุยไกล่เกลี่ยกับคุณลุงไป คุณลุงก็หายโกรธและกลับบ้านด้วยอารมณ์ดี เออ คนแก่ก็ดีอย่างถ้าเราพูดดีๆกับเค้า เค้าจะยอมรับฟังแล้วก็หายโกรธ หายอารมณ์เสียง่ายๆ น่ารักตรงนี้แหละ สรุปว่าวันนั้นที่จ่ายยา speed การจ่ายลดลง ให้ผู้ป่วยช่วยดูยาและสนใจยาของตัวเองให้มากขึ้น ไม่อยากให้ผู้ป่วยได้ยาผิดกลับไปกินแล้วจะเกิดอันตราย เพราะสุดท้ายความรับผิดชอบก็อยู่ที่เรา "เภสัชกร" เพราะเป็นจุดสุดท้ายที่ผู้ป่วยจะกลับบ้าน
แต่จากเหตุการณ์นี้ทำให้กระแสสังคมตื่นตัวเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลมากยิ่งขึ้น เกิดความไม่ไว้วางใจกับการรักษาพยาบาล ตามกระทู้ต่างๆก็มีการวิพากษ์วิจาร์ณถึงเรื่องนี้มากมาย มีทั้งการด่ากัน ปกป้องกัน โยนความผิดให้กัน อ่านแล้วรู้สึกว่า น่าสนุกดี ก่อนหน้านี้ถ้าไม่มีเรื่องอะไรคนก็ไม่ค่อยจะมาสนใจวงการแพทย์อย่างพวกเราๆกันหรอก คนมักคิดว่าคนสายนี้จะสบาย บอกได้เลยไม่ว่าจะทำงานเป็นอะไรก็ไม่มีคำว่าสบายหรอก ความรับผิดชอบของคนสายการแพทย์คือชีวิตคน เหนื่อยนะ กับการทำงานที่ต้องระวัง ระวังว่าต้องมีแต่คำว่าถูกเท่านั้น ไม่งั้นคนหนึ่งคนจะเสียชีวิต ญาติจะเสียใจ และัยังมีผลกระทบกับชีวิตการทำงานของเราอย่างแน่นอน (อนาคตดับวูบ !!!!) ไม่ได้คิดที่จะเขียนเพื่อให้คนอื่นออกมาด่าว่า คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่อยากบอกว่าเราก็เหนื่อยนะก็แค่นั้น
แต่เหมือนว่าที่โรงพยาบาลเรา ผู้ป่วยบางท่าน ที่เป็นคุณลุงคุณป้าที่เป็นผู้ป่วยคลินิกเบาหวานยังไม่ทราบข่าวนี้กระมัง เมื่อวันที่เป็นคลินิกนี้เราต้องจ่ายยาตอนเที่ยงพอดี เป็นช่วงเวลาที่ท่านเหล่านั้นเริ่มอารมณ์เสียเป็นที่สุด เราเข้าใจว่าการมาโรงพยาบาลแต่เช้าเพื่อเจาะเลือด รอฟังผล และพบหมอเพียง 5 นาที และต้องมารอรับยาที่ไม่เกินครึ่งชั่วโมง(แน่ๆๆๆๆๆ) แต่เผอิญมันเป็นเวลาเที่ยงนี่ซิ อารมณ์พวกท่านจะเสียสุดๆๆๆๆ เราเข้าใจ แต่ก่อนหน้านี้เภสัชกรคนอื่นที่รับจ่ายยาช่วงเช้าทำงานแบบว่าไม่ได้หยุดเลยนะ ก็สงสัยว่าำไม่เห็นใจกันบ้างรึไง เราจ่ายยามาเป็นร้อยๆคน แต่ท่านก็จะให้ถึงท่านในทันทีทันใดแล้วคนที่มาก่อนล่ะ (จะให้เราทำยังไง)
อ่อ ระหว่างจ่ายยาอยู่นั้น ลุงคนหนึ่งมาโวยวายว่า เมื่อไรจะได้ซักที คนที่มาทีหลังได้ยาแล้วนะ ซึ่งอันที่จริงอีก 3 คิวเท่านั้นจะถึงคุณลุงแล้ว ปรากฏว่ายาของคุณลุงนั้นตะกร้าใหญ่มาก ยาแต่ละชนิด ร้อยกว่าเม็ดขึ้นไปทั้งนั้น และมียาประมาณ 8 ชนิดด้วยกัน และก็มียาที่ต้องนับเม็ด(แยกบรรจุจากกระปุกละ 1000เม็ด) คือว่าต้องนับน่ะคะ ถ้าไม่ระวัง ก็เกิดเหตุการณ์จัดยาผิด จ่ายยาผิด ขึ้นมาอีกละเป็นข่าวหน้าหนึ่งแน่ ก็คุยไกล่เกลี่ยกับคุณลุงไป คุณลุงก็หายโกรธและกลับบ้านด้วยอารมณ์ดี เออ คนแก่ก็ดีอย่างถ้าเราพูดดีๆกับเค้า เค้าจะยอมรับฟังแล้วก็หายโกรธ หายอารมณ์เสียง่ายๆ น่ารักตรงนี้แหละ สรุปว่าวันนั้นที่จ่ายยา speed การจ่ายลดลง ให้ผู้ป่วยช่วยดูยาและสนใจยาของตัวเองให้มากขึ้น ไม่อยากให้ผู้ป่วยได้ยาผิดกลับไปกินแล้วจะเกิดอันตราย เพราะสุดท้ายความรับผิดชอบก็อยู่ที่เรา "เภสัชกร" เพราะเป็นจุดสุดท้ายที่ผู้ป่วยจะกลับบ้าน

ไม่ว่าจะเป็นความผิดของฝ่ายใดก็ตาม
เมื่อเกิดกรณีแบบนี้เกิดขึ้น
คนที่สูญเสียที่สุดคงหนีไม่พ้นตัวคนไข้และครอบครัว
ขอให้สิ่งดีๆจงเกิดขึ้นกับเรา
ขอให้สิ่งไม่ดีสิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย..ขอให้สังคมไทยปลอดภัย.. เอะ ไม่เกี่ยวกันนี่หว่า กิกิ
#1 By พี่พลอยจ๋า on 2007-07-07 16:22