Work

เก็บตกในที่ทำงาน

posted on 16 Nov 2007 20:42 by tarostory  in Work
เก็บตกในที่ทำงานนี้ ขออนุญาติบอกไว้ก่อนเลยว่า ไม่ได้นำความลับของผู้ป่วยมาเปิดเผยหรืออย่างไร
แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการสื่อสารที่ไม่ค่อยเข้าใจกันมากกว่า จนอาจเกิดอาการเหวอๆได้

บางทีการจ่ายยาเทคนิคพิเศษ เช่น ยาเหน็บทวารหนัก ยาเหน็บช่องคลอด ยาพ่นหอบ สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้มาก่อนก็ต้องมีการสอนใช้ยาเหล่านั้นเวลาจ่ายยา

เคยฟังพี่ A. สอนใช้ยาเหน็บช่องคลอด เผอิญพี่แกเป็นผู้ชาย(หนุ่มๆซะด้วย ไม่ได้ถามว่าอายผู้ป่วยรึปล่าว ) พี่แกพูดว่า ก่อนจะเหน็บยา ควรจะทำอะไรๆให้เรียบร้อย บางทีแกก็พูดว่ายานี้เหน็บก่อนนอนทำอะไรๆ ให้เรียบร้อยก่อนจึงเหน็บยา ไอ้คำว่าอะไรๆ ไม่รู้ว่าผู้ป่วยจะตีความหมายว่าอะไรกันแน่

แต่อันที่จริงแล้ว ไอ้คำว่าอะไรๆของพี่แกนี่หมายความว่า ทำกิจธุระให้เรียบร้อยก่อนเช่นอาบน้ำแต่งตัว เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยแล้ว ก่อนนอนจึงเหน็บยา (แล้วก็ไม่พูดให้ชัดเจนไปเลย)

พี่ B . เวลาจ่ายยาน้ำให้เด็ก เวลารับประทานจะเป็นช้อนชา บางครั้งเป็นเด็กเล็กมากๆอาจต้องจ่ายเป็น ซีซี พี่แกก็ถามเลยว่า เด็กกินช้อนได้มั๊ย
ถ้าเราเป็นแม่เด็กเราคงตอบไปว่า เด็กกินช้อนไม่ได้ค่ะ (ก็ช้อนมันกินไม่ได้จริงๆนี่นา)

บางทีคนมักคิดว่าการมารับยาที่ห้องยา ห้องยาจะจัดยาอะไรมาก็ได้ สั่งยาเพิ่มได้ หรือลดชนิดยาได้ ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าทำไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ต้องการยาใด สามารถขอไม่รับยาชนิดนั้นๆได้ (ถ้าไม่ใช่ยาที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องกินจริงๆ) เราสามารถ OFF ได้เลย
แต่ถ้ามาขอยาเพิ่มนี่ไม่ได้ค่ะ การที่จะขอรับยาในโรงพยาบาลนั้น แพทย์จะต้องเป็นผู้สั่งยาเท่านั้น จึงทำการจ่ายยาได้ บางทีคุณยายมาหน้าห้องยาแล้ว อยากได้ balm ซักหลอด ยาลดกรดซักขวด
ขอแล้วขออีกเราบอกว่าไม่ได้ค่ะ ต้องให้คุณหมอสั่งเท่านั้นค่ะยาย เท่านั้นแหละยายบอกว่าไม่เป็นไร เกรงใจหมอยายไม่เอาก็ได้ (เป็นงั้นไป)

พี่ C . จ่ายยาซักประวัติพบว่า เคยแพ้ยา มีอาการเป็นผื่นขึ้น คัน อาการครบเลย ผู้ป่วยบอกว่า เนี่ยมีรอยแพ้ยาอยู่พอดีเลยเนี่ย ว่าแล้วก็ถกแขนเสื้อให้ดู
พี่ถึงกับบางอ้อเลย อ๋อนี่ไม่ใช่รอยแพ้ยาหรอกครับ มันคือโรคกลากเกลื้อนน่ะครับ

สุดท้ายเรา ถามการแพ้ยาของผู้ป่วย ผู้ป่วยตอบเคยแพ้ครับ แพ้ตะไคร้ครับ ทาทีไรเวียนหัวทุกที แล้วตกลงว่าไอ้ตะไคร้นี่มันเป็นยารึเปล่าน้า

เป็นข้อควรปฏิบัติทุกครั้งเมื่อมีการจ่ายยา ต้องมีการซักประวัติผู้ป่วยว่า เคยแพ้ยาอะไรหรือไม่ บางครั้งผู้ป่วยอาจเกิดความรำคาญ
แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง ซึ่งถ้าเคยแพ้ยาอะไรมาก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าเกิดอาการแพ้ซ้ำอีก อาการแพ้จะมีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมหรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
แล้วผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทราบได้ว่าอาการที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองนั้นคืออาการแพ้ยา

 

เจ้าชายนิทรา กรณีศึกษา

posted on 07 Jul 2007 15:11 by tarostory  in Work
จากกรณี โวยรพ. จ่ายยาผิด เป็นเจ้าชายนิทรา ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า "ใครกันแน่ที่ผิด" (ทั้งๆที่รพ.ออกมาฟันธงเลยว่าขอยกความผิดนี้ให้เำภสัชกรและสภาวะของตัวผู้ป่วยเองที่เป็นสาเหตุ และประกาศอย่างแข็งกร้าวเลยว่า ไม่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของทีมแพทย์ โหยตัดช่องน้อยแต่พอตัวจริงๆ)
แต่จากเหตุการณ์นี้ทำให้กระแสสังคมตื่นตัวเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลมากยิ่งขึ้น เกิดความไม่ไว้วางใจกับการรักษาพยาบาล ตามกระทู้ต่างๆก็มีการวิพากษ์วิจาร์ณถึงเรื่องนี้มากมาย มีทั้งการด่ากัน ปกป้องกัน โยนความผิดให้กัน อ่านแล้วรู้สึกว่า น่าสนุกดี ก่อนหน้านี้ถ้าไม่มีเรื่องอะไรคนก็ไม่ค่อยจะมาสนใจวงการแพทย์อย่างพวกเราๆกันหรอก คนมักคิดว่าคนสายนี้จะสบาย บอกได้เลยไม่ว่าจะทำงานเป็นอะไรก็ไม่มีคำว่าสบายหรอก ความรับผิดชอบของคนสายการแพทย์คือชีวิตคน เหนื่อยนะ กับการทำงานที่ต้องระวัง ระวังว่าต้องมีแต่คำว่าถูกเท่านั้น ไม่งั้นคนหนึ่งคนจะเสียชีวิต ญาติจะเสียใจ และัยังมีผลกระทบกับชีวิตการทำงานของเราอย่างแน่นอน (อนาคตดับวูบ !!!!) ไม่ได้คิดที่จะเขียนเพื่อให้คนอื่นออกมาด่าว่า คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่อยากบอกว่าเราก็เหนื่อยนะก็แค่นั้น

แต่เหมือนว่าที่โรงพยาบาลเรา ผู้ป่วยบางท่าน ที่เป็นคุณลุงคุณป้าที่เป็นผู้ป่วยคลินิกเบาหวานยังไม่ทราบข่าวนี้กระมัง เมื่อวันที่เป็นคลินิกนี้เราต้องจ่ายยาตอนเที่ยงพอดี เป็นช่วงเวลาที่ท่านเหล่านั้นเริ่มอารมณ์เสียเป็นที่สุด เราเข้าใจว่าการมาโรงพยาบาลแต่เช้าเพื่อเจาะเลือด รอฟังผล และพบหมอเพียง 5 นาที และต้องมารอรับยาที่ไม่เกินครึ่งชั่วโมง(แน่ๆๆๆๆๆ) แต่เผอิญมันเป็นเวลาเที่ยงนี่ซิ อารมณ์พวกท่านจะเสียสุดๆๆๆๆ เราเข้าใจ แต่ก่อนหน้านี้เภสัชกรคนอื่นที่รับจ่ายยาช่วงเช้าทำงานแบบว่าไม่ได้หยุดเลยนะ ก็สงสัยว่าำไม่เห็นใจกันบ้างรึไง เราจ่ายยามาเป็นร้อยๆคน แต่ท่านก็จะให้ถึงท่านในทันทีทันใดแล้วคนที่มาก่อนล่ะ (จะให้เราทำยังไง)

อ่อ ระหว่างจ่ายยาอยู่นั้น ลุงคนหนึ่งมาโวยวายว่า เมื่อไรจะได้ซักที คนที่มาทีหลังได้ยาแล้วนะ ซึ่งอันที่จริงอีก 3 คิวเท่านั้นจะถึงคุณลุงแล้ว ปรากฏว่ายาของคุณลุงนั้นตะกร้าใหญ่มาก ยาแต่ละชนิด ร้อยกว่าเม็ดขึ้นไปทั้งนั้น และมียาประมาณ 8 ชนิดด้วยกัน และก็มียาที่ต้องนับเม็ด(แยกบรรจุจากกระปุกละ 1000เม็ด) คือว่าต้องนับน่ะคะ ถ้าไม่ระวัง ก็เกิดเหตุการณ์จัดยาผิด จ่ายยาผิด ขึ้นมาอีกละเป็นข่าวหน้าหนึ่งแน่ ก็คุยไกล่เกลี่ยกับคุณลุงไป คุณลุงก็หายโกรธและกลับบ้านด้วยอารมณ์ดี เออ คนแก่ก็ดีอย่างถ้าเราพูดดีๆกับเค้า เค้าจะยอมรับฟังแล้วก็หายโกรธ หายอารมณ์เสียง่ายๆ น่ารักตรงนี้แหละ สรุปว่าวันนั้นที่จ่ายยา speed การจ่ายลดลง ให้ผู้ป่วยช่วยดูยาและสนใจยาของตัวเองให้มากขึ้น ไม่อยากให้ผู้ป่วยได้ยาผิดกลับไปกินแล้วจะเกิดอันตราย เพราะสุดท้ายความรับผิดชอบก็อยู่ที่เรา "เภสัชกร" เพราะเป็นจุดสุดท้ายที่ผู้ป่วยจะกลับบ้าน

แนะนำสถานที่ทำงาน

posted on 23 Jun 2007 17:10 by tarostory  in Work
วันนี้มาแนะนำสถานที่รพ. เจ้าค่ะ ก็ไม่ได้แนะนำอะไรมากมายเพราะยังไม่คุ้นเคยดีพอจะเกือบสองเดือนที่มาทำงานที่รพ.นี้ นี่เป็นตึกที่เราทำงานอยู่ เป็นตึำกที่สร้างขึ้นใหม่ๆเลย ชั้น 1 ก็เป็น OPD และ ER ส่วนชั้น 2 ก็เป็น WARD ผู้ป่วยหญิงและเด็ก ส่วนชั้นที่ 3 เป็น WARD ผู้ป่วยชาย และชั้นที่ 4 เป็น ห้องประชุม ห้องสมุดและห้องโสต ทัศนูปกรณ์ นอกจากนี้ก็มีอีก 3 ตึกที่เป็นตึกเก่า ที่เปิดให้บริการในด้านต่างๆ เช่น ห้องทันตกรรม คลินิกเบาหวาน ห้องคลอด หน่วยบริการสาธารณสุขชุมชน ฯลฯ ซึ่งยังไม่เคยเดินทั่วโรงพยาบาลเลย เร็วๆนี้คงหาเวลาไปเดินสำรวจดีกว่า
ส่วนโรงพยาบาลเราติดกับท่ารถและถนนใหญ่ ถ้าลงที่ถนนใหญ่เดินเข้ามาที่รพ.ได้ ประมาณ 5 นาทีก็ถึง ถ้าใครอยากมาเยี่ยมได้เลย จะพาไปเที่ยว เอารูปหน้ารพ.มาให้ดู จะได้รู้ว่ามาถึงแล้ว








เมื่อวานไปจ่ายยาที่ "สถานบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ หรือ สถานีอนามัย " นั่นเอง เดี๋ยวนี้(เริ่มมาได้สัก 2 - 3 ปีได้แล้ว) มีโครงการให้แพทย์ ทันตแพทย์และเภสัชกรไปให้บริการที่สถานีอนามัยด้วยนะ โดยจะมีทีมแพทย์หมุนเวียนไป เป็นแบบอาทิตย์ละครั้งหรือนานกว่านั้นหน่อยก็เป็นสองอาทิตย์ครั้ง แต่ผู้ป่วยที่มาก็จะนัดแบบ 3 เดือนครั้ง

โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยนัดแบบคลินิกคือ คลินิกเบาหวาน และ/หรือ คลินิกความดันโลหิตสูง ตามปกติที่เห็นคือ จะเป็นผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือความดันโลหิตสูงได้แล้ว จึงไม่ต้องได้รับการปรับขนาดยาหรือดูแลจากแพทย์บ่อยๆที่โรงพยาบาล จึงส่งให้มารับยาต่อได้ที่สถานีอนามัย (อันนี้ตามหลักการ)

แต่เมื่อวานที่ไปจากการสังเกตเป็นเช่นนี้
ผู้ป่วยส่วนใหญ่คุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตไม่ได้ มีผู้ป่วยจำนวนน้อยที่ผล Lab ออกมาดูดี เห็นอย่างนี้การปรับขนาดยาก็เกิดขึ้น แต่จากการสอบถามผู้ป่วยแล้วการที่คุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตไม่ได้ มาจากลักษณะนิสัยการรับประทานมากกว่า บางทีก็เป็นเรื่องที่ยากเหมือนกันที่จะไปบังคับไม่ให้ไปกินนั่นกินนี่ ก็เคยกินมาตลอดชีวิตครั้นจะให้ไปห้ามหรือหยุดไม่ให้กินตอนแก่นี่มันห้ามแทบไม่ได้จริงๆ ยิ่งช่วงนี้หน้าผลไม้ ไหนจะทุเรียน ลิ้นจี่และก็มังคุดนี่ ผลไม้ยอดฮิตทั้งนั้นใครจะอดใจได้ คิดแล้วก็เหนื่อย สงสารก็สงสาร มาดู case กัน

case 1✿~
"ป้า น้ำตาลสูงนะคะเนี่ย ตั้ง สองร้อยกว่าแน่ะ ไปทำอะไรมา ก่อนหน้านี้ก็คุมได้นี่คะ"
"ป้าก็ไม่ได้ทำอะไร" ป้าตอบ
"แล้วจะสูงได้ไง ป้ากินลิ้นจี่ป่าวช่วงนี้ผลไม้ออกเยอะนะ"
"โอ๊ย ป้าไม่ชอบผลไม้หรอกหนู"
" ??????? " หนูเป็นงง " งั้นป้ากินขนมหวานป่าว"
" อ๋อ ป้ากินกล้วยบวชชี กินไม่เยอะหรอก ลูกเดียวเอง"
"โห ป้ากล้วยบวชชีนี่อย่างหวานเลยนะป้า แล้วเมื่อวานกินไปกี่ถ้วยเนี่ย"
"ไม่เยอะหรอก ถ้วยเดียว แต่กินหลังกินข้าวทั้งสามมื้อเลย !!!!!!"
"................................................................." เออแล้วน้ำตาลจะไม่ขึ้นได้ไงฟะ


case 2✿~
"ป้า น้ำตาลสูงนะคะเนี่ย ตั้ง สองร้อยกว่าแน่ะ ก่อนหน้านี้ก็คุมได้นี่คะ ช่วงนี้กินลิ้นจี่ใช่มะ" คำถามเดิมๆๆๆๆๆๆ (ชอบลิ้นจี่เป็นการส่วนตัว)
"อู๊ย !!!!!!!!!!!! ป้าไม่ชอบหรอกลิ้นจี่ มันหวาน น้ำตาลเยอะ"
"แล้วป้ากินผลไม้อะไรละคะ"
"ป้ากินมังคุด มันไม่ค่อยหวาน ป้ากินได้"
"แล้วกินเป็นโลเลยใช่มั๊ยล่ะ"
"ป่าว ป้าไม่ได้ชั่งหรอก รู้แต่ว่ากินไปหลายสิบลูก"
" โหป้า มังคุดนี่ไม่หวานเท่าลิ้นจี่แต่ก็น้ำตาลสูงนะคะ ต้องจำกัดปริมาณนะคะ หนูให้ป้ากิน วันละ 3 ลูกพอนะ "
ผลไม้ไม่ใช้ข้าวนะคะจะได้ให้กินให้อิ่ม เฮ่อ


คือ ตัวเรายังห้ามใจไม่ให้กินนั่นกินนี่ไม่ได้แล้วคนแก่ละ เค้าเคยมาทั้งชีวิต อะไรมีความสุขได้ก็ให้ทำไปเถอะ เพราะก็เหลือเวลามีความสุขในชีวิตน้อยลงทุกวัน แค่ช่วยประคับประคองไม่ให้อยู่นอกเส้นทางมากจนเกินไปก็พอนะ แบบว่าอยู่อย่างมีความสุขเล็กๆน้อยๆกับบั้นปลายบ้างก็ดี

แต่อย่างผู้ป่วยบางราย อายุ 30 - 40 ปี นี่ขอเลยปฎิบัติตัว กินยา และควบคุมอาหารให้เคร่งครัดนะคะ เพราะว่ากว่าจะแก่จะเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาซะก่อน กลายเป็นโรครุมเร้าตอนแ่ก่ จะลำบากทั้งตัวเองและลำบากคนดูแลด้วย เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

ทำงานด้วยอาการงัวเงีย

posted on 28 May 2007 19:58 by tarostory  in Work
วันนี้ทำงานด้วยอาการงัวเงียตั้งแต่ตอนเช้า อันเนื่องมาจากเมื่อคืนไปดูหนังเรื่อง ผจญภัยล่าโจรสลัดสุดขอบฟ้า(Pirates of the Caribbean 3: At World's End) สนุกดีค่ะหนังรอบสองทุ่ม กว่าจะออกจากโรงหนังก็เกือบๆห้าทุ่มแน่ เราว่าหนังสนุกดีค่ะ รู้สึกว่าคุ้มกับการที่ตั้งใจไปดู เนื่องจากพยายามไปดูหลายวันแล้วแต่ไปทีไรที่จอดรถเต็มทุกที เมื่อวานนี้ที่จอดรถก็เต็มเหมือนกัน พอไปเจอที่จอดรถแบบเสียตังค์ก็เลยต้องยอมจอด กว่าจะกลับถึงหอก็เที่ยงคืนกว่า และกว่าจะนอนหลับก็ตีหนึ่งกว่าๆ (ปกติเป็นเด็กอนามัยเที่ยงคืนก็นอนแล้ว) ตอนเช้านี่ไม่อยากตื่น ทำงานด้วยความงัวเงียคิดว่าถ้าตอนกลางวันนี่จะกลับมาหลับให้ได้ ปรากฏว่าไม่ได้นอนอ่ะ ดันมีตลาดนัดก็เลยเดินซื้อของอีก



แง๊ว๐๐๐ ตกบ่าย ง่วงซีคะ ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ พี่ปลุกให้ไปจ่ายยาเลยตื่นขึ้นมาได้ แต่จ่ายยาแบบเปิ่นๆๆ พวกพี่ที่ห้องยาคุยอะไรกันไม่รู้ทำให้ขำเลยดีขึ้นมาอีก แต่ที่ทำให้ตื่นได้ผลคือ ที่หอพักของโรงพยาบาลโดนงัด แล้วห้องที่โดนงัดน่ะเป็นคนที่ห้องยาด้วยซิ ตกใจกันมาก แต่ไปสำรวจที่เกิดเหตุคาดว่าโจรคงมีกุญแจผี เพราะไม่มีร่องรอยการงัดเลย โดนงัดไม่ว่าแต่เสียของนี่ซิ ได้ข่าวว่าโจรได้ notebookไป 1 เครื่อง และก็เงินสดจำนวนหนึ่ง ฟังแล้วก็น่ากลัวนี่ขนาดในโรงพยาบาลนะเนี่ย เมื่อตอนช่วงสงกรานต์ที่แล้วก็มีโดนงัดได้สร้อยทองไป 1 บาท
สงสารอ่ะ เพราะ notebook สำคัญตรงที่มีข้อมูลงานวิจัยที่คนที่ห้องยาเรียนอยู่ด้วย เลยไม่รู้ต้องเริ่มใหม่ไม๊เนี่ย